ไทย-มาเลย์-สิงคโปร์ชิงฮาลาลฮับโลก

วันที่ : 08/03/2015
 ไทย-มาเลย์-สิงคโปร์ชิงฮาลาลฮับโลก

อาเซียนเดือด 3 ชาติสมาชิก "ไทย-มาเลย์-สิงคโปร์" ประกาศตัวเป็นฮาลาลฮับของโลก แย่งแชร์ตลาด 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เผยมาเลย์ใช้ทางลัด ผุด 21 นิคมฯฮาลาลรองรับนักลงทุนหวังช่วยเพิ่มยอดส่งออก ด้านสิงคโปร์น้องใหม่ไฟแรงประกาศสร้างองค์กร และเร่งสร้างมาตรฐานฮาลาล รองรับ ชิมลางลูกค้าเศรษฐีกลุ่มอ่าวอาหรับกระเป๋าหนัก   ขณะที่ไทยไม่น้อยหน้าเร่งสปีดฮับอาเซียนในปี 59 เชื่อยังเป็นพี่เบิ้มด้านการผลิตในภูมิภาค

    จากตลาดอาหารฮาลาลโลก(อาหารที่ผลิตถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม) ที่แต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล และกลุ่มผู้บริโภคมีทั้งผู้ที่เป็นชาวมุสลิม และไม่ใช่มุสลิมสามารถซื้อหารับประทานได้ ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลกรวมถึงหลายประเทศที่ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางต่างให้ความสนใจในการเจาะตลาดนี้กันอย่างจริงจัง และการแข่งขันเริ่มทวีความดุเดือดขึ้นทุกขณะไม่เว้นแม้แต่ชาติสมาชิกอาเซียนที่กำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558
-มาเลย์ผุด 21 นิคมฯฮาลาลดูดลงทุน
    น.ส.วิชาดา  ภาบรรเจิดกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคร.) หรือทูตพาณิชย์ ณ  กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ล่าสุดรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)อาหารฮาลาลของโลก โดยใช้ความได้เปรียบที่มีภาพลักษณ์เป็นประเทศมุสลิมในการส่งออก มีเป้าหมายหลักในกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) 57 ประเทศ โดยล่าสุดภาครัฐและเอกชนของมาเลเซียได้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล (ฮาลาล ปาร์ค) ขึ้นถึง 21 แห่งทั่วประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนแก่นักลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างชาติอย่างเต็มที่
    "ความที่มาเลเซียอยากเป็นโกลบัลฮับอาหาร และบริการฮาลาล เขาพยายามดึงประเทศที่มีศักยภาพจะผลิตสินค้าป้อนให้เขาได้ไปลงทุนในฮาลาล ปาร์คของเขา ซึ่งมีถึง 21 นิคมที่จะรองรับ เท่าที่ติดตามก็มีนักลงทุนจากญี่ปุ่น อินโดนีเซียที่ให้ความสนใจ ส่วนนักลงทุนจากไทยยังไม่เห็นมีใครไป อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้เราไม่ควรมองมาเลเซียเป็นคู่แข่ง แต่ควรมองเป็นคู่ค้า โดยอาจใช้จุดแข็งของเขาในเรื่องภาพลักษณ์ เรื่องการตลาด และเรื่องแบรนด์สินค้าที่มาเลเซียทำตลาดส่งออกมานาน โดยการส่งออกวัตถุดิบป้อนให้ เพราะมีวัตถุดิบน้อยกว่าไทย รวมถึงอาจรับจ้างผลิตติดตราฮาลาลมาเลเซียส่งออก"
 -สิงคโปร์ไม่ยอมตกขบวน
    ขณะที่ น.ส.บุณิกา  แจ่มใส  ผู้อำนวยการ สคร. ณ สิงคโปร์ เผยว่า ในเรื่องฮาลาลนี้ สิงคโปร์ได้ประกาศตัวที่จะเป็นฮับส่งออกอาหารฮาลาลของโลกเช่นกัน ความคืบหน้าอยู่ระหว่างการสร้างองค์การทางการค้าขึ้นมาดูแลในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ รวมถึงอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานฮาลาลของตัวเอง เบื้องต้นสิงคโปร์มีเป้าหมายจะส่งออกสินค้าฮาลาลไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ(จีซีซี) (ประกอบด้วย 6 ประเทศได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่สิงคโปร์อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับกลุ่มนี้ รวมถึงเพื่อต่อยอดไปยังกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามอื่นๆ ที่คาดว่าในปี 2020 (2563) โลกจะมีประชากรที่เป็นชาวมุสลิมกว่า 1.8 พันล้านคน
    "สิงคโปร์มีประชากร 5.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวมุสลิมกว่า 9 แสนคน ในเรื่องฮาลาลนี้เขาไม่ยอมตกขบวน โดยเร่งสร้างหน่วยงาน และมาตรฐานขึ้นมารองรับ และเขาก็มีความได้เปรียบที่เป็นเมืองท่า ทำให้มีความได้เปรียบเรื่องการส่งออกทางทะเล"
-แย่งเค้กตลาด 7 แสนล้านดอลล์
    รศ.ดร.วินัย  ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอาหารฮาลาลโลกกำลังขยายตัวอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดรวมกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือกว่า 21 ล้านล้านบาท (คำนวณที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยในปีที่ผ่านมาประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรก เรียงตามลำดับคือ บราซิล สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลกส่วนใหญ่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ประเด็นคือจะผลิตและสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าได้อย่างไร
    ขณะที่ด้านมูลค่าการส่งออก หากเทียบระหว่างไทยกับมาเลเซียในปี 2555 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าอาหารในภาพรวมมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกอาหารฮาลาลประมาณ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะมาเลเซียส่งออก 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในจำนวนนี้เป็นอาหารฮาลาลทั้งหมดโดยส่วนใหญ่ส่งไปกลุ่มประเทศโอไอซี ขณะที่ไทยส่งออกไปกลุ่มประเทศมุสลิมสัดส่วนไม่ถึง 10% ของอาหารฮาลาลที่ส่งออก
    "ไทยต้องหันมาให้ความสนใจเรื่องการสร้างแบรนด์สินค้า และสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพฮาลาลไทยให้เกิดกับผู้ประกอบการ และฝ่ายนโยบายของรัฐ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะเสียตลาดให้มาเลเซียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมาเลเซียเองก็ยอมรับว่าวันนี้ผลิตภัณฑ์ของเขาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เอาไปจากประเทศไทยแล้วไปรี-แบรนด์ นักวิจัยของเราไปที่อินโดนีเซียไปเจอผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่ไปจากประเทศไทยแต่ตีตราสิงคโปร์ ไปที่อังกฤษเจอผลิตภัณฑ์ไทยตีตรามาเลเซีย"
 -ชี้ได้เปรียบกันคนละด้าน
    ด้านดร.เพ็ชร  ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า หากเทียบกันระหว่างไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ที่ประกาศตัวเป็น "ฮาลาล ฮับ" กันถ้วนหน้าแล้ว ยังมีจุดได้เปรียบเสียเปรียบกันคนละด้าน ในส่วนของไทยได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบในการผลิตอาหารฮาลาลที่มีมาก และมีความหลากหลายกว่าเพื่อน และที่ผ่านมาไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอาหารที่สำคัญในภูมิภาคนี้ และมีอุตสาหกรรมอาหารที่แข็งแกร่ง ขณะที่มาเลเซียมีจุดแข็งที่เป็นผู้ทำตลาดอาหารฮาลาลมานาน ถือเป็นเจ้าตลาดและเป็นขาใหญ่ หากชาติมุสลิมต้องการอาหารฮาลาลส่วนใหญ่จะสั่งซื้อจากมาเลเซียก่อน ภาพลักษณ์ประเทศและตราฮาลาลของมาเลเซียเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ  ขณะที่สิงคโปร์ถือเป็นคู่แข่งรายใหม่ทางด้านนี้ แต่มีความเก่งด้านการเป็นโบรกเกอร์หรือพ่อค้าคนกลางในการจัดหาสินค้าทั้งนำสินค้าจากไทย อินโดนีเซีย ไปรี-เอ็กซ์ปอร์ต ดังนั้นการประกาศตัวเป็นฮาลาล ฮับของสิงคโปร์ในครั้งนี้มองว่าเพื่อต้องการสร้างจุดขายใหม่ โดยขายสินค้าอาหารฮาลาลพ่วงไปกับสินค้าอื่นที่สิงคโปร์ทำตลาดอยู่แล้วในลักษณะ "ขายเหล้า พ่วงเบียร์" แต่ในแง่ภาพลักษณ์สินค้าฮาลาลมองว่าสินค้าของสิงคโปร์ยังไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าต่างประเทศมากนัก
    "มองว่าในเรื่องอาหารฮาลาลนี้ไทย-มาเลเซียสามารถร่วมมือกันได้ เช่นเราส่งวัตถุดิบป้อนให้กับเขา หรือรับจ้างผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของเขาในลักษณะโออีเอ็ม รวมถึงผลิตภายใต้แบรนด์ของเราและส่งออกเอง ซึ่งจากนี้ไปผู้ประกอบการควรให้ความสนใจและใส่ใจกับการผลิตและส่งออกอาหารฮาลาล รวมถึงบริการฮาลาลมากขึ้น เพราะตลาดทั่วโลกกำลังโตวันโตคืน เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งผลดีต่อสุขภาพ"
    ในเรื่องฮาลาลนี้ ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาลแห่งชาติ มีนายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน มีการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขึ้นมาหลายชุดและมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นฮาลาลฮับของภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2559

 

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,849 วันที่  2 - 5  มิถุนายน พ.ศ. 2556